โลกส่วนตัวของเรา2

posted on 05 Jan 2012 14:46 by amesan
โลกส่วนตัวของเราสนุกมาก
มีที่ให้เดินเที่ยวทั้งวันไม่เบื่อ ..
 
 
 
และที่นึงที่ฉันชอบไปก็คือสะพานเล็ก ๆ นั่น 
 
 

สะพานที่เชื่อมฉันไปสู่ .... โลกส่วนรวม 
:)
 
 
 
amesan
23 Sep'11
00:40 am.

แปลกดีนะ ...

posted on 05 Jan 2012 14:42 by amesan
แปลกดีนะ
 
 
เวลาที่เจอใครที่ทำอะไรเหมือน ๆ เรา
ชอบเพลงเหมือนเรา
สนใจเรื่องเดียวกับเรา
สนุก หัวเราะ รู้สึกแย่ หรือใช้ชีวิตคล้าย ๆ เรา .....
 
 
อยู่ ๆ เราก็รู้สึกว่าชอบมองทุกอย่างที่เค้าทำ
 
 
 
อาจไม่ใช่เพราะเค้าเหมือนเราหรอกมั้ง

เค้ายังเป็นเค้า
เรายังเป็นเรา
 
 
มันรู้สึกดีนะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกมันว่าอะไร :) 
 
amesan
7Oct2011
12:35am.

โลกส่วนตัวของเรา ..

posted on 05 Jan 2012 14:40 by amesan
โลกส่วนตัวของเรา
บางทีอยากให้มีคุณ อยู่ในนั้น ...
 
 
 
แต่ไม่ต้องอยู่ตลอดก็ได้
 
 
 
 
คุณควรอยู่ในโลกของคุณแบบเดิมดีแล้ว
เราชอบเห็นคุณเป็นคุณแบบนั้น :) 
 
 
amesan
22Dec2011    
00:17am.

ไม่อยากล้อมกรอบให้ใครทั้งนั้น รวมถึงตัวเองด้วย ....
 
 
 
เราเข้าใจธรรมชาติของการบิน
 
 
 
ไม่ใช่เครื่องบินซะหน่อยที่จะถูกกำหนดเส้นทางไว้แล้วว่าต้องบินไปทางไหน
นั่นมันเป็นการบินเพียงเพราะหน้าที่
 
 
 
ถ้าขึ้นชื่อว่าบินโดยธรรมชาติ ก็ย่อมมีอิสระที่จะบินไปไหนก็ได้ตามใจ
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือก และแน่นอนว่าต้องเลือกในสิ่งที่คิดว่าใช่สำหรับตัวเองที่สุดอยู่แล้ว
 
 
 
++ อิสระยังคงเป็นเรื่องที่เราต่างต้องการ ไม่ใช่เหรอ ++
 
 
 
มันก็คงดีหล่ะ ถ้าเราเลือกเหมือนกันและบินไปข้าง ๆ กัน
แต่ถ้าไม่ใช่ ก็คงต้องทำใจยอมรับ .. 
 
 
 
amesan
2 January 2012   12:22am.
 




edit @ 5 Jan 2012 14:39:38 by amesan

ทำให้เชื่อง เพื่ออะไร

หมาป่าไม่ได้ถูกฝึกให้เชื่องเพื่อการจากไปนะ 

 

 

ทำไมไม่รักษาความสัมพันธ์ ? 

 

 

ใช่ อาจจะเป็นฉัน 

ไม่ซิ ฉันไม่เคยลืมเรื่องพวกนั้น 

ฉันยอมรับ ว่าบางครั้งฉันอาจมีปัญหากับการสื่อสาร  ..  ซึ่งนั่นอาจทำให้เธอเข้าใจผิดจากสิ่งที่เห็นและฟัง 

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า  ทำไมไม่อ่านฉันจากสิ่งอื่นที่เธอเคยเข้าใจล่ะ

 

 

 

"ภาษาเป็นที่มาของความเข้าใจผิด" และ "สิ่งสำคัญมันไม่อาจเห็นได้ด้วยตา"

เธอยังเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่มั๊ย ? 

 

 

 

นี่ เรา ...

คง ยังไม่ลืมเรื่องดอกกุหลาบดอกนั้น

คง ยังไม่ลืมเรื่องหมาป่า

คง ยังไม่ลืมเรื่องการทำให้เชื่อง

คง ยังไม่ลืมเจ้าชายน้อย  

และ คงยังไม่ลืมเรื่องการรักษาความสัมพันธ์ใช่มั๊ย 

 

 

 

เจ้าชายน้อยใช้เวลาเดินทางไปบนดาวดวงอื่นเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่มีบนดาว B612

และนั่น มันก็ทำให้เจ้าชายน้อยรู้ว่า ดอกกุหลาบของเขามีเพียงดอกเดียวในโลก

น่าเศร้า ... ถ้าเธอเข้าใจแค่สิ่งที่เจ้าชายน้อยทำ ไม่ใช่ฉัน 

 

 

 

 

ฉันถูกทำให้เชื่องแล้ว

และดอกกุหลาบของฉันยังคงมีเพียงดอกเดียวในโลก 

ฉันแค่อยาก ให้เธอเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังเป็นนะ

 

 

 

ฉันแค่หวังว่าเธอจะเข้าใจ ...   

 

 

 

 

Amesan

04.07.11

10.10am. 

edit @ 5 Jan 2012 14:36:12 by amesan

ปีกนก ...  บินได้  

 

 ไม่มีนกตัวไหนไม่อยากบินหรอก ... นกบางตัวไม่ต้องห่วงเรื่องใดอาจบินได้ไกลและสูงกว่า ในขณะที่นกบางตัวถ้าต้องพยายามคาบกิ่งไม้กลับมาสร้างรังใัห้ปลอดภัย แน่นอนว่ามันยังคงบินได้ไม่ไกลเท่านกจำพวกแรกหรอก  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านกพวกนั้นมันจะบินไม่เป็น 

  

ขึ้นชื่อว่านก หากบินเพียงลำพัง ปีกคงขยับได้ไวโดยไม่ต้องกลัวว่าแรงจากการกระพือปีกจะทำให้เกิดฝุ่นลอยเข้าตานกที่คอยบินอยู่ข้างหลังอย่างช้าๆ ด้วยความห่วงใย  .... หากเหนื่อยล้า นก คงพักปีกที่ใดก็ได้ แม้ในวันที่ฝนตก อากาศหนาว คงฝืนตาพักลงได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเป็นห่วงและไม่ต้องเป็นห่วงใคร 

 

 

แ้ต่นกหลายตัวบนโลก คงไ่ม่ได้บินเพียงลำพัง

 

 

นกที่ยอมทิ้งอิสระัไปบ้างพวกมันอาจเพียงแค่ต้องการรับผิดชอบหาอาหารและสร้างรังให้ปลอดภัย .... แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้ทำเพียงเพื่อตัวเอง

 

วันที่รังอุ่นพอที่จะป้องกันลมหนาว วันที่อาหารมีมากพอให้นกที่เหนื่อยล้าจากการบินมานานจะได้พักและไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกบินหาอาหารไกลอย่างที่เคย วันนั้นแหละอาจเป็นวันที่นกพวกนั้นมันจะเริ่มบินได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีใครเป็นห่วงมันหรือออกแรงบินทั้งที่ปีกเหนื่อยล้าเพื่อมัน .. 

 

มันคงบินด้วยความอุ่นใจที่อย่างน้อยก็มีรังอุ่น ๆ รอมันบินกลับมาพักในวันที่ข้างนอกมีแต่ลมหนาวหรือปีกล้าเกินกว่าที่จะบินต่อ

พวกมันน่าจะบินด้วยความภูมิใจที่่ได้ทำอะไรไว้ให้นกข้างหลังบ้าง

 

 

เอาเหอะ ทั้งหมดมันก็แค่เรื่องของนก

เรื่องแค่นี้อาจยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ หากไม่ใช่ฝูงเดียวกันก็เป็นเรื่องยากที่นกจะเข้าใจนกด้วยกัน

 

 

 

เราเป็นคน คนมีหัวใจ มีความรู้สึกมากกว่านั้น

ปีกนกบินได้

แต่ปีกคน .... บินไม่ได้

หากเรายังต้องขยับปีกไปพร้อม ๆ กับความรับผิดชอบ ปีกเรา อาจไม่อิสระ ... เท่านก

 

 

Amesan

14.01.11

01:00am. 

ขอ ..

posted on 25 Nov 2011 00:34 by amesan
ข้อความทั้งหมดด้านล่าง ต้องขอบคุณพี่ยุ่ง บอร์ดเฟรนด์ ที่อนุญาตให้เอามาเก็บไว้ 
อ่านแล้ว รู้สึกว่ามันใช่ 
สำหรับชีวิตคู่
 
การที่คนสองคนจะเ ดินไปด้วยกันตลอดรอดฝั่ง 
มันไม่มีอะไรมากมายเลย 
นอกจาก ความเข้าใจ ... 
 
 ----------------------------------------------------------------------
ขอให้กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด
เพราะนั่นเป็นการป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจเราผิด
ขอให้กล้าปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง
เพราะการไม่กล้าปฏิเสธ นอกจากจะเป็นการหลอกตัวเองแล้ว  
บางทีอาจเป็นการหลอกให้คนอื่นเข้าใจเราผิดอีกด้วย
และเมื่อความเข้าใจผิดนั้นมีอยู่นานเกินไป  
อาจจะไม่เหลือที่ให้ปรับตัวเข้าหากันได้อีกเลย
..........................................


ขอให้กล้าทำในสิ่งที่ควรทำ
เพราะอีกนัยยะนึงมันอาจหมายถึงความรับผิดชอบ
ขอให้กล้ายอมรับความผิดอย่างจริงใจเมื่อเราบังเอิญทำสิ่งที่ไม่ควรทำ
เพราะนั่นจะทำให้เราเต็มใจให้อีกฝ่ายแสดงความโกรธได้บ้าง
ในเรื่องของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการทำผิดแล้วไม่ยอมถูกโกรธ
..........................................


ในความสัมพันธ์ของคนทุกคู่บนโลกใบนี้
ไม่มีคู่ไหนหรอกที่ฝ่ายหนึ่งไม่เข้าใจอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง
มันต้องมีบางเรื่องที่เข้าใจถ่องแท้
บางเรื่องเข้าใจนิดเดียว
บางเรื่องเข้าใจแต่ไม่เห็นด้วย
ปัญหาคือจะใช้เหตุผลหรืออารมณ์
เพื่อปรับความเข้าใจที่ไม่ตรงกันเหล่านั้น
การเอาแต่ตีโพยตีพายว่าอีกฝ่ายไม่เคยเข้าใจอะไรเราเลย
เป็นอาการของคนไม่เข้าใจชีวิต
..........................................


ขอให้เข้าใจความต้องการของตัวเอง
และตอบตัวเองให้ได้อย่างจริงใจ
ไม่หลอกตัวเอง ไม่หลอกคนอื่น
ขอให้หาเส้นทางเดินที่แน่นอนของหัวใจให้เจอ
อย่าให้หัวใจตัวเองหลงทาง
เพราะมันยากเย็นนักหนากว่าจะหาทางกลับเจอ
 ----------------------------------------------------------------------


Amesan Oct 29, '08 1:25 AM

Better

posted on 25 Nov 2011 00:32 by amesan

หลายอย่างในชีวิตเปลี่ยนไป ..

 

ความรู้สึกบางอย่าง มันก็บอกออกมาเป็นคำพูด หรือตัวอักษรไม่ได้

แต่รู้อย่าง ว่าวันนี้ ดีขึ้นแล้ว .. ถึงแม้บางครั้งมันก็ไม่ 100 %

ชีวิตมันต้องก้าวไปข้างหน้า

คิดบวก แล้วเดินต่อไป .. ข้างหน้ายังมีอะไรตั้งมากมายให้เจอ 

:)



Amesan Sep 17, '08 6:24 AM

หยุด

posted on 25 Nov 2011 00:31 by amesan
อะไรบางอย่างวน ๆ อยู่ในหัว
ทำให้รู้สึกอยากอยู่นิ่งๆ  มากกว่าเดินออกไปข้างหน้า
 
การหยุด มันไม่ไ่ด้หมายความว่าเรากำลังถอยใช่มั๊ย
หลายคนบอกว่าเหนื่อยนัก ก็หยุด ที่จะพักบ้าง 
แต่ทำไม บางอารมณ์ที่เราหยุด เราถึงรู้สึกเหนื่อยไม่รู้  ..
 
 
วันนี้อารมณ์เป็นสีเทา
มนุษย์ก็อย่างงี้ วันนึีงดี วันนึงเ ศร้า .. จะไปเอาอะไรมากมาย 


Amesan Oct 12, '08 8:24 AM 
 
ตามหาถึงขอบฟ้า วรรธนา วีรยวรรธน
17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00

แต่ ละที่กลับมาแล้วไม่เคยตระหนักรู้ได้เท่ากับที่ไปแชงกรีล่า อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นดินแดนเก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเหมือนผู้รู้ เหมือนเราได้ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่ฉลาดมากๆ คนหนึ่ง แล้วความฉลาดความใจดีของเขาแผ่กระจายมาจนเราแบบ รู้สึกดี แล้วกลับมา

เขียนโดย รมณ รวยแสน

กรุงเทพ ธุรกิจออนไลน์ : ของสะสมของหลายคนอาจเป็นเงินจำนวนมากๆ ในบัญชีธนาคาร หรือบ้านหลายหลัง แต่สำหรับบางคน สะสมของใหญ่โตกว่านั้นมาก

เทือกเขาหิมาลัยเป็นเป้าหมายการสะสมของ เจี๊ยบ - วรรธนา วีรยวรรธน เธอฝันจะเดินทางไปยังเมืองเล็กเมืองน้อยรอบเทือกเขาใหญ่แห่งนั้น ไปให้มากที่สุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะอำนวย

เจี๊ยบ เป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องนักแต่งเพลง เพลงดังๆ ที่เธอแต่งให้วงทีโบนร้องอย่าง 'เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม' ส่วนผลงานเพลงที่เธอร้องเอง มีทั้งหมด 6 อัลบั้ม ชุดล่าสุดออกเมื่อปลายปี 2548 ชื่อ Ticket to the Moon

นอกจากนี้เธอยังเป็นนัก(ท่อง)เที่ยวตัวยง แต่ละปีเธอจะต้องมีทริปใหญ่ๆ หนึ่งทริป ส่วนทริปเล็กๆ น้อยๆ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย (ทั้งเงินและเวลา)

เธอเคยตอบคำถามเราถึงสุดยอดแห่งการเรียนรู้ของตัวเองในช่วงเวลาที่ ผ่านมา คือ การได้รู้ว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน โชคดีของเธอคือมีครอบครัวดีและได้ทำงานที่รัก

ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกว่าตัวเองโชคดี มันบอกถึงความพอใจที่มีต่อชีวิตของตัวเอง บางคนมีชีวิตที่พร้อมสรรพ แต่ยังเห็นว่าตัวเองโชคร้ายเหลือเกินมีเงิน 10 ล้านแล้ว ยังมีไม่ถึง 100 ล้าน ก็นับได้ว่าเป็นความโชคร้ายอย่างหนึ่ง หากคนๆ นั้นไม่รู้ตัวว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหน

เจี๊ยบ เดินทางผ่านชีวิตของตัวเองมากว่า 30 ปี ก่อนจะเกิดอาการคลิกในความรู้สึกของตัวเองว่า ตัวเองโชคดีมากแค่ไหน เธอมีลูกที่ดี มีสามีที่ดี ดีชนิดที่เธอบอกว่าเป็นคนที่คุย(กัน)ได้มากที่สุดบนโลกใบนี้

เธอมีหลายบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำ เป็นแม่ที่ดี เป็นภรรยาที่ดี และศิลปินที่ดี ช่วงหนึ่งที่ผ่านมาเธอหาจุดบาลานซ์ให้กับตัวเองไม่ได้ ขณะที่ทุ่มเททำผลงานเพลงให้ดี กราฟของการเป็นแม่ที่ดี ภรรยาที่ดีตกฮวบ แล้วยังต้องรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยสุดๆ ก่อนที่วันหนึ่งจะรู้ได้ว่าชีวิตต้องปล่อยวางบ้าง ดูแลไม่ให้ส่วนใดขาดส่วนใดเกินมากเกินไปเท่านั้นก็พอ

เจี๊ยบไม่ได้นั่งลงนิ่งๆ เพื่อตรึกตรองจึงได้พบจุดแห่งสมดุลนั้น แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากได้เดินทางไปยังดินแดนที่เธอบอกว่า สงบและแสนจะฉลาด อย่าง 'แชงกรีล่า'

เธอเปรียบการเดินทางเป็นเหมือนการทำสมาธิ ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือปัญญา

การเดินทางมีอิทธิพลกับชีวิตอย่างไร

ไม่นานนี้เพิ่งอ่านประวัติผู้หญิงคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แม่น เกิดก่อนเราสัก 40-50 ปี หลังจากหนีออกจากบ้านที่ฝรั่งเศสแล้วก็ออกไปท่องโลก ไปทุกที่ เงินหมดก็กลับ มีเงินก็ไปใหม่ จนกระทั่งแต่งงาน วันหนึ่งก็บอกกับสามีว่าจะไปอินเดีย 18 เดือน ปรากฏว่าเธอไป 14 ปี สามีก็ดีมากเป็นกัลยาณมิตร ส่งเงินให้ผู้หญิงคนนี้เที่ยว ไปมีเพื่อนเป็นพระลามะ ไปมีลูกบุญธรรมเป็นเด็กทิเบต วันหนึ่งก็ได้กลับบ้านที่ฝรั่งเศสและตายตอนอายุ 101 ปี เขาปลูกบ้านเป็นแบบตะวันออก แบบแชงกรีล่า แบบทิเบต

รู้สึกว่าช่างเป็นประวัติชีวิตคนที่เราสนใจจริงๆ รู้สึกว่าคนแบบนี้ชาติที่แล้วเขาทำอะไรมา ถึงได้ช่างไม่เกรงกลัวต่อการออกไป... แล้วสมัยก่อน 70-80 ปีที่แล้ว ไปอินเดียคนเดียว เราก็รู้สึก อู้หู ยิ่งเป็นผู้หญิง ยิ่งรู้สึกว่าเขาเจ๋ง

รู้สึกเสมอว่าแผ่นดินมันแค่หนึ่งในสี่ของโลกเท่านั้น เรายังไปได้ไม่ถึงไหน มันมีที่ที่มีอยู่แต่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ทำไมเราไม่ออกไปดู มันไม่น่าจะต่างอะไรกับการท่องจักรวาล บางคนสงสัยว่าจักรวาลมันมีอะไร มันไปถึงไหน แต่เราสงสัยว่าภูเขาในประเทศนี้มันเป็นอย่างไรนะ ถ้ำที่เขาพูดถึงกันมันเป็นอย่างไร ทะเลตรงนั้นเป็นอย่างไร

ชีวิตเริ่มต้นพัวพันกับการเดินทางเที่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่

ใจมันไปตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่มีทัศนศึกษาจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด อยากให้รถมันวิ่งออกไปแล้ว ไม่ต้องกลับมาเลย ไปเลยๆ เป็นคนที่ไม่อาลัยอาวรณ์แม่ ไปโรงเรียนวันแรกไม่ร้องไห้ แต่แม่ร้องไห้ เวลาที่ได้ไปไหนที่มันไม่ใช่บ้านจะแบบ...มีความสุข ไม่เหงา ไม่คิดถึง แต่ครอบครัวดีนะ อบอุ่นดี และเราก็รักเขาดีด้วย แต่ไม่ได้เป็นแบบไปไหนแล้วคิดถึงบ้านอยากกลับบ้าน รู้สึกว่าอยากไปต่อๆ ไปอีกๆ

ทริปแรกๆ ของชีวิต?

โรงงานโค้ก โคตรไกลเลย (เสียงประชดๆ) มันไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพียงแต่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถบัสไปพร้อมกับเพื่อน 50 คน เป็นเด็กๆ จาก 2 ห้องเรียน รถวิ่งไปไกลจากโรงเรียนประมาณ 50 กิโลเมตร จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปโรงงานโค้กใกล้ๆ เท่านั้น แต่อะดรีนาลีนหลั่ง มีความสุข แล้วไปถึงได้กินโค้กแบบไม่อั้น คำว่าไม่อั้นสำหรับเด็กนะ มันโอ้โห...สุดยอดแล้ว

หลังจากนั้นก็มีแอบไปวันเสาร์วันอาทิตย์ ไปเขื่อนบ้าง อะไรบ้าง ไปทีละนิด พอตอน ม.2 จะขึ้นม.3 รวมเพื่อนๆ ที่โรงเรียน 7-8 คน เหมารถไปบางแสน เป็นรถกระบะ นั่งอัดกันไปข้างหลัง สนุกมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นทะเลพร้อมกับเพื่อน เคยเห็นตอนเด็กๆ แบบไปกับพ่อกับแม่ แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปกับเพื่อนไม่มีพ่อกับแม่ มันก็อีกอารมณ์หนึ่ง

จากนั้นขยับขยายไปสู่การเป็นนักเดินทางอย่างไร

พอโตขึ้นทำงานสอนเปียโนเฉพาะวันเสาร์วันอาทิตย์ ฉะนั้นวันจันทร์ถึงศุกร์จะไม่อยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว ไปอยู่เกาะ ไปอยู่ทะเล ไปทะเลทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นหน้าฝน หรือแม้แต่หน้ามรสุม เคยติดเกาะด้วยนะ ต้องกินแต่ผักกับปลากระป๋องกับข้าวต้ม 3 วัน

ชอบนั่งคุยกับคนที่เขาเที่ยวเยอะๆ เวลาไปเที่ยวจะไปเจอแบบคนญี่ปุ่นอย่างนี้ เป็นผู้หญิงแล้วเที่ยวคนเดียว ก็ชอบคุยกับเขาว่าไปไหนมา ทำไมถึงได้ไป ไปอย่างไร เลยไปจนถึงเรื่องชีวิตเขา ทำงานอย่างไร เป็นอย่างไร

ต่างประเทศที่ได้ไปเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ ประเทศแรกก็เป็นเนปาล คราวนี้ก็ยาวเลย ทำงานเก็บเงินพอที่จะไปได้ก็ไปเลย จากนั้นก็เริ่มอยากจะไปครั้งละนานๆ แล้ว ไม่อยากไปแค่ครั้งละ 7-8 วัน แต่อยากไปเป็นเดือน

เลือกเที่ยวแบบมีหลักการหรือไร้รูปแบบ?

เลือกที่เราสนใจ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่ exotic นิดๆ รู้สึกประทศที่เจริญก็ไม่ต้องรีบไปหรอก ปล่อยเขาเจริญไป ไปช้าก็ไม่ขาดทุน แต่ประเทศที่ยังไม่เจริญ กำลังพัฒนาถ้าไม่รีบไปมันจะ... ประเทศที่เจริญแล้วรอมีเงินรอแก่ก่อนก็ได้ อย่างดูภาพในพิพิธภัณฑ์เนี่ยชอบมาก แต่ถ้าจะดูมันต้องมีเวลา เลยแพลนไว้ว่าตอนแก่จะไปเดินดูรูปในพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ให้หมดเลย ตอนนั้นก็เดินไกลๆ เหนื่อยๆ ร้อนๆ ไม่ได้แล้ว ก็ไปเดินในที่เย็นๆ ในพิพิธภัณฑ์ เที่ยงแล้วก็มากินแซนด์วิชแล้วบ่ายก็เข้าไปเดินต่อ

เหมือนอันนี้เก็บไว้กินทีหลัง ช่วงนี้มีแรงระหกระเหินก็ไปที่ๆ มันไปลำบาก อย่างอยากไปนอนกลางทะเลทรายโกบี หรือไปมาชูปิชูที่เปรู มันต้องเดินขึ้นเขานิดหน่อย

แล้วมีทริปไหนที่รู้สึกประทับใจที่สุด

ทุกที่เป็นที่ๆ ไปแล้วอยากไปอีกทั้งนั้น ที่ผ่านมามันเหมือนไปแบบจิ้มๆ ไป 8-9 วัน อยากไปแบบไปอยู่ตรงนั้นสัก 15 วัน แล้วก็อยู่ไปเรื่อยๆ อย่าง บาหลีก็ชอบเดินเที่ยว ชอปปิงก็ได้ มีทะเลด้วย ถ้าไปอยู่อยากไปตรงฝรั่งเศสทางตอนใต้ อยากไปหาเกสท์เฮ้าส์ถูกๆ ไปอยู่แบบไปเดินดูอะไรๆ น่ารักดี เมืองมันโรแมนติกดี ด้วยความที่เป็นยุโรปมันจะเป็นอีกบรรยากาศ แชงกรีล่าก็อยากไปอยู่อีก อยากไปให้หมดแถบภูเขาหิมาลัย เมืองที่อยู่สองฟากฝั่งของเทือกเขาหิมาลัย มันพาดผ่านหลายประเทศ 3 ประเทศ อยากไปให้ครบ

แต่ละเมืองที่ไปอยากไปดูอะไร

อยากไปดูอะไรๆ ที่ตรงนั้นมันมีอยู่ มีอะไรอยู่ก็ดูอันนั้น ไม่อยากไปเฉพาะแลนมาร์ก ไม่ชอบแบบนั้น แต่ชอบเที่ยวแบบต้องไปอยู่ตรงนั้นเท่านั้นถึงจะไปได้ เช่น อยากเข้าไปดูห้องครัวของเขาว่าเป็นอย่างไร อยากดูหมู่บ้านเขา อยากรู้ว่า เอ...ร้านนี้ข้างหลังร้านมันทำอะไรนะ บางทีก็ขอเขาดูโน่นนี่ อย่างที่ลี่เจียงจะมีร้านค้าร้านหนึ่งที่ภรรยาเฝ้าร้านแล้วสามีจะไปวาดรูปบน เขา ก็อยากเดินไปดูว่าสามีเขาไปวาดรูปตรงไหน ไม่อยากดูแต่ที่ร้านเท่านั้น

ถึงตอนนี้ยังอยากไปที่ไหนอีก

ที่ต้องไปแน่ๆ ในชีวิตนี้คือทิเบต แต่ตอนนี้ใจมันไปรักตรงหิมาลัยแล้วไง มันอยากไปทุกเมือง ถ้าต้องไปจริงๆ มันต้องเป็นเดือนๆ

เดินทางบ่อยๆ แล้ว แล้วสามีและลูกล่ะคะ

สามีไปด้วยกัน ส่วนลูกตอนนี้กลัวเขาจะติดย่าอยู่เหมือนกัน ลูกสาวคนโตชื่อ เนปาล อายุ 6 ขวบ ลูกชายคนเล็กอายุ 3 ขวบ ชื่อ ทิเบต ก็คิดว่าถ้าเขา 20 ปีแล้วก็จะไปด้วยกัน ตัวเองก็จะพยายามเป็นคนแก่ 50 ปีที่แข็งแรง จะได้เที่ยวต่อด้วยกันได้

ได้เรียนรู้อะไรจากการเดินทางบ้าง

เวลาไปเที่ยวจะเป็นคนไม่กลัวที่จะลองอะไรๆ อย่างอาหารก็ต้องกิน บางคนจะรู้สึกว่ามันจะกินได้เหรอ เรารู้สึกว่ามันต้องลอง ฝรั่งยังกินส้มตำปลาร้าได้เลย ทำไมเราจะลองกินอย่างอื่นไม่ได้ ไปแล้วต้องกินอาหารเขา ต้องดื่มเครื่องดื่มเขา ลองอยู่แบบเขาอยู่ ใช้ชีวิตแบบที่ตรงนั้นมันเป็น มันก็เหมือนได้ไปเปลี่ยน แบบไปก็ไปทั้งตัวทั้งใจ ไม่ใช่ไปเมืองนี้แล้วพกแต่มาม่าไป กินแต่น้ำพริกกับไข่เจียว ไม่ปฏิเสธเลยว่าอาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่ถ้าไปถึงตรงนั้นแล้วไม่ลองรสชาติของที่นั่นดูหรือ

ไปแชงกรีล่าแล้วได้คลิกบางอย่างกับความรู้สึกของตัวเอง แล้วที่อื่นๆ ล่ะคะ

แต่ละที่กลับมาแล้วไม่เคยตระหนักรู้ได้เท่ากับที่ไปแชงกรีล่า อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นดินแดนเก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเหมือนผู้รู้ เหมือนเราได้ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่ฉลาดมากๆ คนหนึ่ง แล้วความฉลาดความใจดีของเขาแผ่กระจายมาจนเราแบบ รู้สึกดี แล้วกลับมา

คนส่วนใหญ่บอกว่าไปเที่ยวเหมือนเป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเอง

เหมือนไปนั่งสมาธิ กลับมาแล้วใหม่ขึ้น สดขึ้น ก็คล้ายชาร์จแบต แต่ไม่ต้องรอหมดก่อน ไปได้เรื่อย การเห็นเยอะทำให้รู้เยอะ และเห็นเยอะก็ทำให้รู้สึกเยอะด้วย และรู้สึกว่าการรู้สึกเยอะมันดีกว่ารู้เยอะอีก ความรู้สึกมันก็สอนเราได้ พอเรารู้สึกว่าโลกเป็นแบบนี้มันก็จะต่อยอดไปอีกเยอะ

เวลาที่อยู่กับตัวเองมักคิดเรื่องอะไร

เป็นคนนึกสงสัยไปเรื่อยนะ อย่างเมื่อไหร่ท่านทะไลลามะจะได้กลับไปทิเบต ทำไมประเทศจีนไม่ยอมรับความผิดพลาดอันนี้ ทำไมบริทนีย์สเปียร์ไม่อุ้มลูก ฯลฯ คิดไปเรื่อยๆ

แล้วหาคำตอบอย่างไร

บางทีก็นั่งวิเคราะห์เอง ถ้ามันเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ได้เอง เรื่องความสัมพันธ์ของคน ของสามีภรรยา ระหว่างแม่กับลูก ความสัมพันธ์ของโลก ถ้าคิดไม่ออกก็จะคุยกับแฟน เขาเป็นคนที่คุยได้มากที่สุดบนโลกนี้ เขาฉลาด แล้วเขาก็เป็นคนแบบที่จะตอบคำถามที่โง่ที่สุดก็ได้เพื่อให้คนถามสบายใจ

ตอนนี้สงสัยอะไร

สงสัยว่าจะหาเงินจากไหนเพื่อเอาไปเที่ยวมองโกเลีย

ล้อมกรอบ

Presentable

ในการเดินทางแต่ละครั้งสิ่งต้องพกติดไปด้วยเสมอก็มีอย่างหนังสือสัก เล่มหนึ่ง สำหรับนั่งรอเครื่องบิน นั่งรอรถไฟ หรือเวลาที่ไม่อยากคุยกับฝรั่งหน้าตาโรคจิตคนนี้ ถ้ามีไอพ็อดก็เอาไปด้วยสำหรับคนขี้เบื่อตอนนั่งรถเดินทาง กล้องถ่ายรูป ยาประจำตัวนิดหน่อย และถ้าไปต่างประเทศจะต้องมีที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่เมืองไทย ในกรณีฉุกเฉิน เป็นผู้หญิงมีติดไว้ก็ดี เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หากมีปัญหาแล้วติดต่อกลับมาแล้วสามารถคอนเฟิร์มได้ว่าเราอยู่ที่นี่จริงๆ

ที่สำคัญคือสมุดบันทึกที่ต้องเอาไปด้วยแน่ๆ มีไว้เก็บนามบัตรและจดสถานที่ที่น่าสนใจ เพราะเจี๊ยบมักเก็บข้อมูลกลับมาเขียนหนังสือเพื่อหาทุนเดินทางครั้งต่อไป ด้วย สิ่งที่ต้องจดมักเป็นร้านขายของระลึกที่น่าสนใจ ร้านกาแฟน่านั่ง ไกด์คนนี้ดีมากๆ ไว้เผื่อแนะนำคนอื่นต่อไป

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกต่อสถานที่นั้นๆ มักจะกลับมาแล้วระลึกแล้วค่อยบันทึก